วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   
            เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ กำกับการแสดงโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มีความยาว 5 ภาค ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างเป็น 5 ภาคด้วย[ต้องการอ้างอิง] ภาคแรกใช้ชื่อว่า องค์ประกันหงสา เข้าฉายในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งตรงกับวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระอุปราชาในยุทธหัตถีและตรงกับวันกองทัพไทย ภาคสองใช้ชื่อว่า ประกาศอิสรภาพ เข้าฉายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ภาคสามใช้ชื่อตอนว่า ยุทธนาวี เข้าฉายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 ภาคสี่ใช้ชื่อตอนว่า ศึกนันทบุเรง เข้าฉายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และภาคห้าใช้ชื่อตอนว่า ยุทธหัตถี มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา[1]
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท โดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทในทุกด้าน โดยมีขอบเขตการทำงานใหญ่กว่า, ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า, นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากกว่า[2]
สำหรับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา ทำรายได้ที่ 236.60 ล้านบาท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ ทำรายได้ที่ 234.55 ล้านบาท[3]


องค์ประกันหงสา

เมื่อปี พุทธศักราช 2106 พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีของพม่า ได้กรีฑาทัพมาตีกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร โดยเดินทัพผ่านทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ทัพพม่ารามัญซึ่งมีรี้พลเหลือคณานับได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือของอาณาจักรสยาม อันได้แก่ กำแพงเพชร สุโขทัย และสวรรคโลก จนรุกมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว อันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ ในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก ตัดสินพระทัยอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง ด้วยทรงน้อยพระทัยที่อโยธยาไม่ส่งทัพมาสนับสนุนและก็เพื่อยุติการสู้รบและการสูญเสีย จึงทรงยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา โดยต้องทรงยอมถวายพระองค์ดำหรือพระนเรศวร พระราชโอรสองค์โตต่อพระเจ้าหงสาวดีเพื่อเป็นองค์ประกัน ในเวลานั้นพระนเรศร มีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา
เมื่อทัพพม่ายกมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระมหากษัตริย์ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาก็ทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่า เนื่องด้วยไม่อาจทนเห็นการสูญเสียของสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ และยอมถวายช้างเผือก 4 เชือก และยังมอบสมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ ไปเป็นองค์ประกันตามข้อเรียกร้อง และให้เดินทางไปพม่าพร้อมกับพระเจ้าบุเรงนอง
สมเด็จพระนเรศวรทรง เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ประดุจพระราชบุตรร่วมสายสันตติวงศ์ ด้วยองค์ยุพราชอยุธยาทรงมีพระปรีชาสามารถด้านพิชัยยุทธ ทั้งยังองอาจกล้าหาญ สบพระทัยกษัตริย์พม่าซึ่งก็ทรงเป็นนักการทหาร นิยมผู้มีคุณสมบัติเป็นนักรบเยี่ยงพระองค์ พระเจ้าบุเรงนองทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล แลเห็นว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอุษาคเน ย์ประเทศ จึงทรงคิดใคร่ปลูกฝังให้สมเด็จพระนเรศวรผูกพระทัยรักแผ่นดินหงสา เพื่อจะได้อาศัยพระองค์เป็นผู้สืบอำนาจอุปถัมภ์ค้ำชูราชอาณาจักรพุกาม ซึ่งพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยความยากลำบาก เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าบุเรงนองนั้นหาได้วางพระทัยในพระราชโอรส คือ มังเอิน ( พระเจ้านันทบุเรง) และพระราชนัดดามังสามเกียดนัก ถึงแม้ทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าราชนิกุลทั้งสองพระองค์นั้นหาได้เป็นผู้ทรงคุณธรรม อันจะน้อมนำเป็นพื้นฐานให้เติบใหญ่เป็นบูรพกษัตริย์ ปกป้องครองแผ่นดินที่พระองค์ทรงสร้าง และทำนุบำรุงมาด้วยกำลังสติปัญญาและความรักใคร่หวงแหน เหตุทั้งนี้เป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงและราชโอรส มังสามเกียดขัดพระทัย ทั้งผูกจิตริษยาสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนองกว่าราชนิกุลข้างพม่าทั้งหลายทั้งสิ้น พระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่อง – พระรามัญผู้มากด้วยวิทยาคุณ และเจนจบ ในตำราพิชัยสงครามเป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการแก่สมเด็จพระนเรศวร นับแต่เริ่มเข้าประทับในหงสานคร ยังผลให้ยุพราชอยุธยาเชี่ยวชาญการยุทธ กลช้าง กลม้า กลศึก ทั้งข้างอยุธยาและข้างพม่ารามัญหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ข้อได้เปรียบตามกล่าวเป็นเสมือนทุนทางปัญญา อันส่งผลให้สมเด็จพระนเรศวรสามารถกอบกู้เอกราช แก้ทางศึกจนมีชัยเหนือพม่ารามัญในภายภาคหน้า
พุทธ ศักราช 2112 ปรากฏข่าวระบือไปถึงหงสาวดีว่า เมืองพิษณุโลกฝ่ายเหนือแลกรุงศรีอยุธยาราชธานีฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรสยาม ครั้งนั้น เกิดขัดแย้งปีนเกลียวกัน เหตุเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าแผ่นดินอยุธยาเสด็จออกผนวช แลสถาปนาสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์รองขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงคลางแคลงพระทัยในความจงรักภักดีของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แต่ครั้งสงครามช้างเผือกในปีพุทธศักราช 2106 ขณะที่เจ้าแผ่นดินพิษณุโลกก็หาได้ยำเกรงสมเด็จพระมหินทราธราชเฉกเช่นสมเด็จพระมหา จักรพรรดิ ผู้เป็นพระราชบิดา เมื่อเห็นการใดมิควรก็บังคับบัญชาให้สมเด็จพระมหินทราธิราช ปฏิบัติตามพระประสงค์จนเป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัยกษัตริย์อยุธยาพระองค์ ใหม่ ถึงกับหันไปสมคบกับสมเด็จพระไชยเชษฐาธิ ราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวร่วมกันแต่งกลเข้าตีเมืองพิษณุโลก แต่กระทำการมิสำเร็จ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเห็น เชิงสบโอกาสก็ยกทัพใหญ่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบ ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรร่วมโดยเสด็จมากับทัพหงสาวดี แต่หาได้ตามพระเจ้าบุเรงนองลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไม่ ทรงประทับอยู่เพียงเมืองพิษณุโลก มีเพียงสมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยเสด็จกษัตริย์หงสาลงมาล้อมกรุง ด้วยตั้งพระทัยจะเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระมหินทราธราชยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรง นอง เพราะเล็งเห็นว่าอยุธยายากจะต่อรบเอาชัยทัพพม่ารามัญ ซึ่งมีกำลังไพร่พลเหนือกว่าได้ หากขัดขืนต่อรบจะได้ยากแก่สมณชีพราหมณ์อาณา ประชาราษฎร์ ศึกครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวชมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง แต่อยู่ได้มินานก็เสด็จสวรรคตเสียระหว่างศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อ และได้ทำการยุทธรักษาพระนครจนสุดความสามารถ จนล่วงเลยถึงปลายคิมหันตฤดูพุทธศักราช 2112 พระเจ้าบุเรงนองก็หาตีกรุงศรีอยุธยาได้ไม่ จึงได้คิดกลศึกขึ้น โดยได้ส่งตัวพระยาจักรีข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ตามเสด็จพระราเมศวรไปหงสาวดี เมื่อคราสงครามช้างเผือก เข้าไปเป็นไส้ศึกในเมือง และได้ลอบเปิดพระตูพระนครให้ข้าศึกเข้าเมือง จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในปีพุทธศักราช 2112 มะเส็งศก วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ
ข้าง สมเด็จพระนเรศวรซึ่งประทับอยู่ยั้งยังนครพิษณุโลกแต่ต้นศึก หาได้ทรงเห็นงามหรือคิด ครั่นคร้ามอ่อนน้อมต่อหงสาไม่ ถึงจะทรงรู้ซึ้งว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดามิได้คิดคดเป็นกบฏต่อแผ่น ดิน แต่ก็หาได้เห็นด้วยกับการอ่อนข้อสวามิภักดิ์พม่ารามัญ น้ำพระทัยอันมั่นคง เด็ดเดี่ยวนั้น ถึงแม้จะมิได้แพร่งพรายถึงพระเนตรพระกรรณพระเจ้าบุเรงนอง แต่ก็ประจักษ์อยู่ในหมู่ ข้าราชบริพารใกล้ชิดผู้รักและหวงแหนในเอกราชของแผ่นดิน จึงพากันนิยมในน้ำพระทัย แลพร้อมใจถวายความจงรักภักดีแต่นั้นมา ครั้นเสร็จศึกอยุธยาพุทธศักราช 2112 สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงถวายพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวร แก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง แลขอแลกตัวสมเด็จพระนเรศวรมาไว้ช่วยราชการข้างอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรจึงประทับยั้งอยู่ยังเมืองพิษณุโลกสืบต่อมา

 ประกาศอิสรภาพ

ครั้นลุปีพุทธศักราช 2114 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช ก็โปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ครองเมืองพิษณุโลก เป็นใหญ่เหนือหัวเมืองเหนือทั้งปวง
เหตุการณ์ข้างพม่า หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง ราชบุตรได้ขึ้นเสวยราชสืบต่อ และได้สถาปนามังสามเกียดขึ้นเป็นรัชทายาทครองตำแหน่งมหาอุปราชาแห่งราชอาณาจักรหงสาวดี เมื่อแผ่นดินหงสาวดี อันต้องผลัดมือมาอยู่ในปกครองของ พระเจ้านันทบุเรง สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและหงสาวดีก็เริ่มสั่นคลอน ด้วยพระเจ้าหงสาวดี พระองค์ใหม่มิได้วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระนเรศวรเองก็หาได้เคารพยำเกรงในบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพม่า เช่นกาลก่อน มิเพียงเท่านั้น สมเด็จพระนเรศวรยังได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้เป็นที่ปรากฏครั่นคร้าม ดังคราวนำกำลังทำยุทธนาวีกับพระยาจีนจันตุและศึกเมืองคังเป็นอาทิ พระเจ้านันทบุเรงทรงเกรงว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะเป็นภัยต่อพระราชวงศ์แลแผ่นดินหงสาประเทศ จึงหาเหตุวางกลศึก หมายจะปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรเสียที่เมืองแครง แต่พระมหาเถรคันฉ่องพระราชครูลอบนำแผนประทุษร้ายนั้นมาแจ้งให้ศิษย์รักได้รู้ความ สมเด็จพระนเรศวรจึงถือเป็นเหตุประกาศเอกราช ตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดี แลกวาดต้อนครัวมอญที่สวามิภักดิ์ และชาวไทยที่โดนเทครัวมาแต่ครั้งศึกเสียกรุง ข้ามแม่น้ำสะโตงกลับคืนพระนคร ซึ่งเป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงเปิดมหายุทธสงครามสั่งทัพเข้ารุกรานราชอาณาจักรอยุธยาสืบแต่นั้นมา

ยุทธนาวี

ในปีพุทธศักราช 2127 การประกาศเอกราชที่เมืองแครง ทำให้พระเจ้านันทบุเรงแห่งพม่าเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่า อยุธยาในฐานะประเทศราชในขณะนั้นทำการเยี่ยงนี้อาจเป็นชนวนให้ประเทศราชอื่นๆ ตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่ด้วยติดศึกอังวะ จึงส่งเพียงพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน เจ้ากรุงละแวกทางตะวันออกของอยุธยา ได้ทราบกิตติศัพท์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยทำศึกกับพม่าด้วย พระนเรศวรและกองทัพของพระองค์ได้วางแผนในการแยกสายเข้าตีทัพของพม่านั้นโดย แข่งกับเวลา หากช้าไปอยุธยาอาจแตกพ่ายก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีศึกรักระหว่างรบของคนสี่คน คือ พระราชมนู เลอขิ่น เสือหาญฟ้า และรัตนาวดี รวมถึงสถานะของพระสุพรรณกัลยาที่อาจต้องเป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้านันทบุเรง ผู้ราชบุตรแห่งพระเจ้าบุเรงนองอดีตสวามีอีกด้วย

ศึกนันทบุเรง

พุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง หรือ นานเตี๊ยบาเยง ได้ขึ้นเสวยราชย์เหนือแผ่นดินพุกามประเทศสืบต่อจากพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือกบุเรงนอง นับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่ผ่านกฤดาภินิหารมิให้เป็นรองพระราชบิดา เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภารกิจนี้นับเป็น “การแผ่นดิน” แต่ลึกลงไปในมโนสำนึกของนันทบุเรงนั้นยังหมายพระทัยจะเอาชนะแต่เฉพาะ พระนเรศซึ่งเป็นเสมือนคู่ปรับต่างวัย ภารกิจนี้เป็น “เรื่องส่วนตัว” ที่พัวพันกลืนไปกับกิจของแผ่นดิน และเหนือสิ่งอื่นใดยังตั้งพระทัยที่จะเอาชนะใจพระสุพรรณกัลยา ผู้เป็นองค์ประกันในแผ่นดินของพระองค์เอง โดยทางหนึ่งนั้นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต้องรบทั้ง “ศึกนอก” ในต่างแดน ขณะที่ อีกทางหนึ่งก็ต้องรับ “ศึกใน” เพื่อชนะใจพระพี่นางในพระนเรศ มิให้น้อยหน้าหรือเป็นรอง พระราชบิดา ศึกนอกศึกใน-ศึกรบศึกรักนี้เข้มข้นยิ่งนัก


Bodyslam


บอดี้สแลม (อังกฤษ: Bodyslam) เป็นวงดนตรีร็อกที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย สมาชิกวงที่เป็นที่รู้จักกันดีจากวงนี้คือนักร้องนำของวง อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) บอดี้สแลมได้ออกอัลบั้มล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2553 ใช้ชื่ออัลบั้มว่า "คราม" ทั้งนี้เพลงส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากดนตรีร็อกจากฝั่งสหรัฐอเมริกาในยุคต้น 90 ผสมผสานกับดนตรีแนวโปรเกรสซีฟร็อก



ประวัติ…Bodyslam…
วงละอ่อน เกิดจากการรวมตัวของเด็กนักเรียน 6 คน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่หลงใหลในเสียงดนตรี (ละอ่อน เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือ แปลว่าเด็กๆ คนที่อายุน้อยกว่า และเป็นชื่อวันรับน้องของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ซึ่งเป็นการรับน้องระดับชั้นม.1 โดยรุ่นพี่ปี1 และม.6 ในขณะนั้น

พ.ศ. 2539 รายการวิทยุ Hot Wave ได้จัดงานประกวดวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาชื่อ Hot Wave Music Awards ขึ้นเป็นครั้งแรก วงละอ่อนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลชนะเลิศ จากจำนวนวงดนตรีจำนวนมากที่เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้วงละอ่อนได้รับการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด Music Bugs และออกอัลบั้มแรกในชื่อ ละอ่อน โดยเพลงที่ดังมากก็คือเพลง ได้หรือเปล่า และ นิดนึงพอ เป็นการรวมตัวกันของนักดนตรี(ส่วนหนึ่ง)ของวงละอ่อน ซึ่งเคยชนะเลิศการประกวด Hot Wave Music Award ครั้งที่ 1 และมีผลงานมาแล้วถึง 2 อัลบั้ม
หลังจากนั้นสมาชิกในวงก็ได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อ ตามความถนัดของแต่ละคน ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตแตกต่าง และ***งกันไปโดยไม่ตั้งใจจนกระทั่ง “ตูน” นักร้องนำของวง ได้หวนกลับมาสนใจเล่นดนตรีอีกครั้ง และเริ่มแต่งเพลงอีกครั้ง จากนั้นไม่นานก็ได้ “เภา” ก็ได้มาช่วยงานเพลง และ “ปิ๊ด” ก็กลับมาช่วยทำงานเพลงในรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Bodyslam ซึ่งแนวดนตรีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บอดี้สแลม หมายถึงอะไร จากคำอธิบายของพวกเขาเอง ที่มาของชื่อนี้มาจาก “ท่าๆ หนึ่งของมวยปล้ำ” แต่ถ้าแปลความหมายตรงตัว BODY แปลว่าร่างกาย SLAM คือ การทุ่ม เมื่อพอมารวมกันเป็น BODYSLAM ก็หมายถึง การทุ่มสุดตัว คือการทำงานเพลงกันเต็มที่ แบบทุ่มสุดตัว
อัลบั้ม Bodyslam ที่ผ่านมา
พ.ศ. 2545 พวกเขาส่วนหนึ่งได้กลับมารวมตัวกันในชื่อ Bodyslam ภายใต้การดูแลของทีมนักทำเพลงที่ชื่อว่า Mango Team ซึ่งเป็นทีมเดียวกันกับที่ดูแลผลงานเพลงของวง บิ๊กแอส โดยมาเป็นดนตรีร็อกหนักแน่น โดยเหลือสมาชิกเพียง 3 คนจาก 6 คนเท่านั้น ผลงานเพลงชุดแรกชื่อ Bodyslam ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากที่เพลง “งมงาย” “อากาศ” “สักวันฉันจะดีพอ” และ “ย้ำ” ที่ได้รับความสำเร็จอย่างดี

– อัลบั้ม Drive
พ.ศ. 2546 ภายในระยะเวลา 1 ปีให้หลัง BODYSLAM ได้ออกอัลบั้มแรก( ตูน ปิ๊ด เภา ) ก็ได้ออกอัลบั้ม Drive (ไดร์ฟ) กับเพลง “ความซื่อสัตย์” เพลงโปรโมทแรกจากอัลบั้ม “Drive” และมีเพลงอื่น ๆที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ปลายทาง เพลงที่ชวนกระโดดอย่าง “หวั่นไหว” ซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้แฟนคลับ BODYSLAM รู้จักกับคำว่า “อยากเห็นคนไทยบินได้” เพลงอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น “ชีวิตที่ฉันเหลืออยู่” “Bodyslam” “จันทร์ยังเต็มดวง” และ “หลังฝน” ซึ่งเป็นอัลบั้มที่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงร็อคของเมืองไทย

- อัลบั้ม Believe
พ.ศ. 2548 หลังจากออกอัลบั้ม Drive พวกเขาก็ออกจากค่าย Music Bug และเซ็นต์สัญญากับ จีนีส์ เรคอร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัด GMM Grammy สังกัดเดียวกับศิลปินรุ่นพี่วงบิ๊กแอส (BIG ASS) มีการเปลี่ยนแปลงภายในวงเกิดขึ้นเมื่อ เภา – รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์ของวงก็ได้ขอแยกตัวออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว (ในชื่อ Present Perfect) สังกัด ค่ายสนามหลวง โดยมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาคือ ยอด – ธนชัย ตันตระกูล มือกีตาร์ที่เคยเป็นนักดนตรีแบ็คอัพให้กับหลายศิลปิน กับ ชัช – สุชัฒติ จั่นอี๊ด มือกลองที่เคยแบ็คอัพ ให้กับ BODYSLAM มาตั้งแต่อัลบั้มแรก และหลายศิลปิน

พวกเขาก็ออกอัลบั้ม Believe กับค่ายเพลงแห่งใหม่ โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรกขอบฟ้า ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังเป็นอย่างมาก และมีอีกหลายเพลงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น “ความรักทำให้คนตาบอด” “พูดในใจ” เพลงที่ชวนกระโดด อย่าง “คนที่ถูกรัก” และเพลงได้มีแขกรับเชิญพิเศษ “แอ๊ด คาราบาว” ในเพลง “ความเชื่อ” ยังมีเพลงอืน ๆ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่แพ้กัน อาทิ”ห้ามใจ” “รักก็เป็นอย่างนี้”
คอนเสิร์ตของ Bodyslam ที่ผ่านมา
- BODYSLAM นับว่าเป็นวงร็อคที่เล่นสดได้มันส์วงหนึ่งของเมืองไทย ได้มีคิวแสดงคอนเสิร์ตตามงานต่างจังหวัดมากมาย และมีคอนเสิร์ตใหญ่ อยู่ 3 ครั้ง คือ

- 14 พฤษภาคม 2548 คอนเสิร์ตวันคุ้มครองโลก ( Earth day ) ในชื่อ “Bodyslam Believe Concert” โดยมีแขกรับเชิญ 2 คน คือ บอย – อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี ( บอย PEACEMAKER ) และ เภา – รัฐพล พรรณเชษฐ์ อดีตมือกีตาร์ BODYSLAM ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อ PAO PRESENT PERFECT
- 9 ตุลาคม 2548 คอนเสิร์ต BIG BODY จัดร่วมกับวงร็อครุ่นพี่ BIG ASS
- 22 เมษายน 2549 คอนเสิร์ต M-150 สุดชีวิตคนไทย ร่วมกับ BIG ASS POTATO เสก LOSO และ ลานนา คัมมินส์
รางวัลที่ Bodyslam ได้รับ…
ในปี พ.ศ. 2549 บอดี้สแลมได้เข้าชิงหนึ่งใน 5 งานเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดสสาขาศิลปินยอดนิยมประเทศไทย ในปีเดียวกันนี้ ตูน BODYSLAM ก็ได้เข้ารับรางวัล ลูกกตัญญูดีเด่นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2549 ร่วมกับศิลปินอื่นวงอื่นๆ เช่น แบงค์ วง CLASH

อัลบั้ม Save My Life (พ.ศ. 2550)
อัลบั้ม Save My Life
วางแผง 18 กันยายน 2550
ยาพิษ
อกหัก
ท่านผู้ชม
ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ
แค่หลับตา Feat. ปนัดดา เรืองวุฒิ
เสี้ยววินาที
คนมีตังค์
แสงแรก
นาฬิกาตาย Feat. โก้ Mr.Saxman
ขอบคุณน้ำตา

เพลงเปิดตัวเพลงแรก “ยาพิษ” ได้ออกสู่ผู้ฟัง ได้รับการตอบรับไม่น้อย เนื่องจากเนื้อหาและความหนักหน่วงทางดนตรีที่เพิ่มขึ้นมาก (มีดนตรีแนว Punk ให้เห็นอย่างเด่นชัด) เมื่อได้ฟังเพลงทั้งหมดของอัลบัมนี้แล้ว อาจจะรู้สึกได้ว่า ดนตรีได้มีการเปลี่ยนแนวไป ในการฟังครั้งแรก ก็จะพบว่าเพลงดีมีอยู่ อย่างเช่น ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ อกหัก นาฬิกาตาย นี่เป็นการเปลี่ยนแนวครั้งยิ่งใหญ่ ของ BODYSLAM อัลบั้มนี้ ตูนได้แต่งเพลงเองสองเพลงคือเพลง แค่หลับตา ซึ่งเพลงนี้ตูนได้ร้องคู่กับปนัดดา เรืองวุฒิ และเพลงขอบคุณน้ำตา และอีกเพลงที่ตูนแต่งเพลงร่วมกับขจรเดช พรมรักษาหรือ กบ Big Ass โปรดิวเซอร์ก็คือเพลง ยาพิษ และเป็นที่น่ายินดี สำหรับเพลง เสี้ยววินาที ที่เป็นเพลงประกอบโฆษณา 24thSea Games 2007 Information Center Nakhon Ratchasima THAILAND




สมาชิกของวง

 นักร้อง-นักดนตรี

  • อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) - ร้องนำ,กีตาร์
  • ธนดล ช้างเสวก (ปิ๊ด) - เบส, คอรัส
  • ธนชัย ตันตระกูล (ยอด) - กีตาร์
  • สุชัฒติ จั่นอี๊ด (ชัช) - กลอง (อัลบั้มที่ 1 และ 2 เป็นมือกลองแบ็คอัพ และตั้งแต่อัลบั้มที่ 3 จนถึงปัจจุบัน ได้ร่วมเป็นสมาชิกของวง)
  • โอม เปล่งขำ (โอม) - คีย์บอร์ด (คีย์บอร์ดในอัลบั้ม 4 และ 5 พาทของดนตรีมีอิเล็กทรอนิกส์เยอะขึ้นจึงได้ชวนมาร่วมงานเป็นแบ็คด้วย)

 อดีตสมาชิก

  • รัฐพล พรรณเชษฐ์ (เภา) - กีตาร์ (มีผลงานร่วมกับ Bodyslam ในอัลบั้มที่ 1 และ 2)
  • แยกตัวออกไปทำอัลบั้มเดี่ยวในชื่อ PAO PRESENT PERFECT ปัจจุบัน ปัจจุบัน ได้ออกอัลบั้มเป็นวง
  • หลังจากแยกจากบอดี้สแลม รัฐพลออกอัลบั้มเดี่ยว ในอัลบั้มชื่อ Present Perfect สังกัดค่ายสนามหลวง ในเครือแกรมมี่ มีเพลงฮิต เช่น คนไม่มีปีก ซ้ำไปซ้ำมา




ต ล า ด น้ำ บ า ง ค ล้ า  

 
 
อ.บางคล้า เป็นอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่ง เดิมแบ่งเขตการปกครองเป็นสองอำเภอคือ อ.หัวไทรและอ.บางคล้า
เมื่อปีพ.ศ. 2447 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการยุบอำเภอหัวไทร
 อ.บางคล้า เดิมตั้งอยู่ที่วัดใหม่บางคล้า ต.บางสวนในปัจจุบัน ต่อมาทางราชการเห็นว่าที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ไม่อยู่ในบริเวณศูนย์กลาง จึงย้ายมาอยู่ที่ตำบลเตาสุราซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอในปัจจุบัน
   ตลาดน้ำบางคล้าเป็นตลาดน้ำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่แห่งนี้เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี2551 โดยได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลอ.บางคล้าเปิดบริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 08.00 -17.00 น
     ลักษณะตลาดจะเป็นตลาดที่มีโป๊ะยื่นลงสู่แม่น้ำบางปะกง โดยมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายของอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงและทางเทศบาล อ.บางคล้าได้จัดพื้นที่ โดยจัดโป๊ะยื่นลงไปในแม่น้ำเพื่อบริการนักท่องเที่ยว  ตลาดน้ำบางคล้าจะอยู่บริเวณด้านหน้าของที่ว่าการ อ.บางคล้าและอยู่ติดกับสถานีตำรวจ อ.บางคล้า และสามารถจอดรถได้ที่บริเวณที่จอดรถของสถานีตำรวจฯ
      ส่วนใหญ่จะมีอาหารและของฝากของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงของ อ.บางคล้ามาจัดซุ้มจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว อาทิขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั๊วะ,น้ำตาลสด และมะม่วง รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล ฯลฯ
     นอกจากนี้ยังมีบริการล่องเรือชมวิถีชีวิตของชาวบ้านรอบเกาะลัด ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงและเมื่อถึงยามค่ำคืน ได้มีการบริการชมหิ่งห้อยที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงอีกด้วย
     นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินจากตลาดน้ำแห่งนี้แล้ว ในบริเวณอ.บางคล้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ ชมค้างคาวแม่ไก่ ที่วัดโพธิ์ บางคล้า หรือแวะไหว้สักการะ ศาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ  เมื่อครั้งที่ยกทัพมาที่แห่งนี้เพื่อสู้รบกับข้าศึก เป็นต้น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
     สำนักงานเทศบาลตำบลบางคล้า เลขที่ 9 ถนนฤทธิ์ประศาสน์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 24110 โทร.0-3854-1027

  















การเดินทาง
ทางรถยนต์  : จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางได้ 4 เส้นทาง 

• จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กรุงเทพฯ - มีนบุรี - ฉะเชิงเทรา) ระยะทาง 75 กิโลเมตร
• จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 34 (ถนนสายบางนา – ตราด) จากนั้นเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข  314 (บางปะกง – ฉะเชิงเทรา) ระยะทาง 90 กิโลเมตร
• จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 3 (ผ่านสมุทรปราการ - บางปะกง) จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 314 ระยะทาง 100 กิโลเมตร 
• เส้นทางสายมอเตอร์เวย์(กรุงเทพฯ - ชลบุรี) เลี้ยวซ้ายออกฉะเชิงเทรา
      ซึ่ง 4 เส้นทางข้างต้นต้องผ่านเข้าตัวเมืองทางอ.เมือง จ.ฉะเชิงเทราก่อน   หลังจากนั้นวิ่งเข้าเส้นทาง ทางหลวงหมายเลข 304  มุ่งหน้าสู่ อ.พนมสารคาม  เมื่อถึง กม ที่ 17  ให้เลี้ยวซ้าย เข้า อ.บางคล้า .. 



สวนสยาม ทะเลกรุงเทพ






วิธีการเดินทางมาสวนสยาม
ทะเลกรุงเทพสวนสยามอยู่บน ถนนเสรีไทย หากวิ่งมาตามถนนรามอินทรา เมื่อถึงกม.12บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลนพรัตน์ให้เลี้ยวเข้าซอยฝั่งตรงข้ามนอกจากนั้นสามารถเ้ดินทางมาทางรถเมล์สาย60,71,96,115 ปอ.168 ปอ.519ปอพ.8,ปอพ.17 ผ่านด้านหน้าสวนสยามทั้งหมดครับผมสวนสยามเปิดเวลา 10.00น.ถึง 18.00 น. ที่นี่เปิด ทุกวัน ไม่มีวันหยุดตลอด365 วันครับ


ประวัติสวนสยาม
คร่าวๆสวน สยามเปิดดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ.2523 ดำเนินงานโดย บริษัท อมรพันธ์นคร-สวนสยาม จำกัด โดย นายไชยวัฒน์เหลืองอมรเลิศ เป็น ประธานกรรมการสวนสยามเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและมีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีรางน้ำวน สปาพร้อมเครื่องเล่นทางน้ำครบครัน สไลเดอร์ที่สูงเท่า กับตึก 7 ชั้นซูเปอร์สไปรัลรางน้ำคดเคี้ยว พิพิธภัณฑ์ไดโนโนเปียิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งจีน อุทยานพฤษชาติ สวนสัตว์และสวนสาระเครื่องเล่นสวนสนุกของสวนสยามนอก จากสวนน้ำในพื้นที่กว้างขวางพร้อมให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นน้ำได้แล้วสวนสยามของเรายังมีเครื่องเล่นสวนสนุก ให้เล่นให้เร้าใจอีกด้วย และสวนสยามยังมีเรื่องเล่นใหม่ๆ มาเพิ่มให้เร้าใจ เกือบทุกปีส่วนเครื่องเล่นประจำที่มีอยู่ ตอนนี้ก็มีหลายรายการด้วยกันเช่น Vortexซูเปอร์เกลียวเหาะมหาสนุก ไดโนโธเปีย, จีน3000 ปี,รถไฟเหาะตีลังกาเรือมังกร2หัว , ทากาด้า ดิสโก้ , อินเดียน่า ล็อค, ร็อคแอนด์ โรล ,เครื่องบินประจัญบาน , จรวดแอสโตรไลเนอร์ จานหมุนทราบันท์,ปลาหมึกยักษ์,ม้าหมุนสองชั้น

เครื่องเล่นที่สวนสยามทั้งหมด
1. ลานจอดรถ
2. ทางเข้า, ประชาสัมพันธ์
3. ล็อบบี้ฮอลล์
4.ไซแอมฮอลล์
5. พลาซา
6. ภัตตาคาร แซลลี่
7.ม้าหมุนสองชั้น
8.รถไฟเหาะตีลังกา
9. ถนนหรรษา
10.เวทีฟลูมโพมินาด
11.ล่องแก่งอินเดียนาล็อก
12. เรือมังกร
13. สวนสนุกแฟนตาซีแลนด์
14.ศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติ แอมฟิเธียเตอร์
15.เกาะผจญภัย
16.รถไฟฟ้าซาฟารี-สวนสัตว์
17. เมืองเด็ก
18.พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม
19.ธรรมชาติ 2000
20. ผจญภัยไดโนเสาร์
21.ไดโนโธเปีย
22. จีน 3000 ปี
23.เวทีบาซาร์
24. สปาคลับ
25. ซูปเปอร์สไปรัล
26.ทางเข้าสวนน้ำ
27.สไลเดอร์ยักษ์
28. คลับเฮ้าส์
29. ธารน้ำวน
30. มุมสบาย
31.สวนน้ำทะเล-กรุงเทพฯ
32. ค่ายลูกเสือสวนสยาม
เทคนิคการมาเที่ยวสวนสยามอย่างคุ้มค่า
ทุกครั้งที่มาเที่ยวสวนสยามต้องมีเรื่องให้วิเคราะห์กันตลอดเกี่ยวกับเรื่องการซื้อบัตรเช้าไปเที่ยวข้างใน เพราะเวลามาเที่ยวแต่ละครั้ง จะมีกลไกให้ต้องวิเคราะห์ใหม่ๆ คือทีมงานที่มาเที่ยวด้วยกัน มักจะมีจำนวนที่แตกต่างกันการเลือกซื้อบัตรจึงแตกต่างกันไปด้วยราคาบัตรทางสวนสยามมักจะเปลี่ยนรูปแบบการขายอยู่บ่อยเท่าที่ไปเที่ยวล่าสุด มีบัตรประมาณนี้ครับ

บัตรชุดมูลค่า 710 บาท(ผ่านประตู 200 + เครื่องเล่น 510 บาท) ราคา 350 บาท
บัตรชุดมูลค่า 1,070บาท (ผ่านประตู 200 + เครื่องเล่น 870 บาท) ราคา 500 บาท
บัตร YEAR-PASSบัตรใช้ได้เฉพาะคน เที่ยวสวนสยามได้ทั้งปี เล่นอะไรก็ได้ทั้งปีสวนน้ำเที่ยวได้ทั้งปี (ราคา 1,000 บาท)
บัตร DAY-PASS บัตรใช้ได้เฉพาะคนเที่ยวสวนสยามได้ทั้งวัน เล่นอะไรก็ได้ทั้งวันสวนน้ำเที่ยวได้ทั้งวัน(ราคา 500 บาท)บัตร ผ่านประตูรายปี คือบุคคลที่ทำบัตรผ่านประตูผ่านประตูสวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ใช้บริการสวนน้ำสวนสนุกแฟนตาซีเวิลด์ประกอบด้วย ไดโนโธเปีย, จีน3000 ปี, รถไฟเหาะตีลังกา,เรือมังกร2หัว,ทากาด้า ดิสโก้, อินเดียน่า ล็อค, ร็อค แอนด์ โรล,เครื่องบิน ประจัญบาน,จรวดแอสโตรไลเนอร์, จานหมุนทราบันท์, ปลาหมึกยักษ์,ม้าหมุนสองชั้นฟรีตลอดอายุบัตรและ ที่สำคัญคือ ส่วนลด 50% แก่ผู้ติดตามสูงสุด 5 ท่านราคาอยู่ที่ สมาชิกผู้ใหญ่ 1 ปี 490 บาท สมาชิกเด็ก 1 ปี 300 บาท
ตัวอย่างการจัดซื้อบัตรรอบที่แล้ว
ครอบครัวไปเที่ยวกันถึง 8 คน ในนี้มีเด็ก จำนวน3 คน ที่อยากเล่นสวนน้ำ และ เครื่องเล่น และ อีกประมาณ 5 คน เป็นผู้ใหญ่ขอติดตามเข้าไปเฉยๆ ไปนั่งเฝ้าเด็กทางทีมงานวิเคราะห์แล้วจัดซื้อบัตรดังนี้

1.ซื้อบัตรปีของเด็ก ราคา 300 บาททำให้เด็ก เ้ข้าฟรี 1 คน พร้อมผู้ใหญ่เข้าลดราคา 50 เปอร์เซนต์ จาก 200ลดเหลือ 100 บาท
2.ซื้อบัตรชุด 350 บาท 2 ใบ ทำให้ผ่านประตูได้อีก 2 คน และมีบัตรให้ได้เล่นเครื่องเล่นอีกนิดหน่อย ในราคา 1020 บาท

ก็พอได้เล่นรวมแล้วเสียเงินไปทั้งสิ้น 1500 บาท เล่นเครื่องเล่นได้ในราคา 1020 บาทผ่านประตูได้ทั้งหมด 8 คน ทั้งนี้เราสามารถใช้บัตรปี ของเด็กที่ทำไว้เป็นส่วนลด 50% ได้อีกทั้งปีสำหรับการมาเที่ยงในครั้งต่อไปครับผมแต่หากเป็นพวกบ้าพลังบ้านอยู่ใกล้สวนสยาม คิดว่าปีนึงได้มาเล่นบ่อยครั้งกระผมแนะนำ YEAR-PASSไปเลยครับ คุ้มมาก 1000 บาทเล่นได้ทั้งปีเล่นกันให้หายอยากไปเลยแล้วงดเล่นไปสัก 2 ปี แล้วค่อยมาทำบัตรปีใหม่อีกทีแบบนี้สิครับคุ้มจริงๆ


Big bang





             บิ๊กแบง (อังกฤษ: Big Bang; เกาหลี: 빅뱅) เป็นกลุ่มศิลปินจากประเทศเกาหลีใต้ มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน อยู่ภายใต้สังกัดวายจีเอ็นเตอร์เทนเมนต์ พวกเขาเดบิวท์ในปี 2006 โดยสถานีโทรทัศน์ GOM TV ได้ถ่ายทอดรายการเรียลลิตี้โชว์นำเสนอการออดิชั่นและกิจกรรมทั้งหมดของพวกเขา
วายจีเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ต้นสังกัดให้เหตุผลในการตั้งชื่อวงบิ๊กแบงว่าเป็น "การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ของวงการดนตรี" สไตล์เพลงของบิ๊กแบงได้ผสมผสานหลากหลายแนวไม่ว่าจะเป็น ฮิปฮอป แร็ป อาร์แอนด์บี บัลลาร์ด ไปจนถึง ป็อปร็อก สมาชิกแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน พวกเขามีส่วนร่วมในอัลบั้มคือแต่งเนื้อเพลง ทำนอง ออกแบบท่าเต้นเองอีกด้วย


ประวัติ

           ค่าย YG Entertainment เป็นค่ายเพลงที่มีชื่อเสียงทางด้านเพลงฮิปฮอป อาร์แอนด์บีของเกาหลี ได้ออดิชั่นเด็กกลุ่มหนึ่งเข้ามาฝึก ซึ่งรวมถึง จี-ดรากอน (หัวหน้าวง) และ แท ยัง นั้นเป็นศิลปินฝึกหัดอยู่ถึง 6 ปี ทั้งคู่เคยมีโปรเจกต์เฉพาะกิจชื่อ GDYB และเคยไป ร้องร่วมกับเซเว่นและเป็นแบ็คอัพให้กับหลายวงในวายจี จี-ดรากอนยังเป็นโปรดิวเซอร์และแต่งเพลงในอัลบั้มบิ๊กแบงอีกหลายเพลง แท ยัง ตำแหน่งร้องนำเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดวายจีตั้งแต่อายุ 12
           6 ปีผ่านไปหลังจาก YG Entertainment ได้ทำการออดิชั่นกลุ่มเด็ก ในที่สุด Yang Hyun Suk เจ้าของค่ายเพลงประกาศโครงการ Big Bang Project โดยคัดหาเด็กมาสร้างเป็นกลุ่มฮิปฮอป โดยวางสมาชิกตัวยืนไว้สองคนคือ จี-ดรากอน และ แท ยัง ส่วนการคัดเด็กที่เหลือจากรายการแนวสารคดี+เรียลลิตี้ ชื่อรายการ "Big Bang Documentary"
           ได้มีการคัดตัวเด็กมาอีก 4 คน และจะถูกคัดออกบางส่วนเมื่อจบรายการ โดยเด็กทั้ง 6 จะถูกฝึกทุกอย่างทั้งการร้อง การเต้น การแร็ป การแต่งเพลง ภาษาเอเชียที่ 2 ฯลฯ ทุกสัปดาห์จะมีการประเมินผล ในที่สุดวันตัดสินคัดเลือกก็มาถึง Yang Hyun Suk ตัดสินใจคัดเด็กออก 2 คนคือ ซึง รี และ Sol-1 แต่ยังคงอนุญาตให้ทั้งสองคนสามารถใช้ห้องซ้อมได้ แต่จะไม่ได้รับการฝึกจากครูเหมือนเคย และในที่สุด YG ได้เรียกตัว ซึงรี และ Sol-1 กลับมาเดบิวท์อีกครั้ง และคนที่ได้รับเลือกคือ ซึงรี เหตุผลที่ ซึงรี ได้รับการคัดเลือก เพราะเขามีการพัฒนาเรื่องการร้องเพลงมากขึ้นและมีความมั่นใจในตัวเอง ในขณะที่ Sol-1 นั้น เป็นคนขี้อายเมื่อขึ้นแสดงโชว์ จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนักร้องของเขา เขาจึงไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ แต่ถึงแม้ว่า Sol-1 จะไม่ได้รับคัดเลือกก็ยังมีแฟนคลับที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ โดยการทำเว็บไซต์ของ Sol-1 เพื่อให้เขาตั้งใจฝึกฝนและพัฒนาตนเองต่อไป
          ซิงเกิลแรก Dirty Cash เพลงป็อบสนุกสนาน กลิ่นอายฮิปฮอปที่ได้โปรดิวเซอร์ชื่อดัง Andy Love (อดีตนักร้องวง Pet Shop Boy) และ Jos Jorgensen ที่มีผลงานเพลงธีม X-factor และ อเมริกาก็อดทาเลนท์ มาแต่งช่วยทำนองและเรียบเรียง เพลงนี้ จี-ดรากอน หัวหน้าวงและโค-โปรดิวเซอร์ยังได้โชว์ความสามารถในการแต่งท่อนแรพทั้งหมด ในอัลบั้ม BIGBANG VOL.1 สมาชิกแต่ละคนได้แต่งเนื้อร้องและก็มีผลงานโซโล่ของตนเอง
          หลังจากนั้นเดือนสิงหาคม 2007 บิ๊กแบงออกมินิอัลบั้มชุด Always โดยมีเพลงดังอย่าง Lie เพลงนี้บิ๊กแบงได้ร่วมแสดงกับวงหญิงล้วน วันเดอร์เกิร์ลส ในรายการ Music Bank ทาง KBS โดยทั้ง 2 วง ทั้งร้องและเต้น ทั้งเพลง Lie ของบิ๊กแบงและเพลง Tell Me ของวันเดอร์เกิร์ลสด้วย
          เพลง Lie เป็นฝีมือการแต่งทั้งเนื้อและทำนองโดย จี-ดราก้อน เพลงนี้ได้รับรางวัล Mnet KM Music Festival (MKMF) สาขา Best Song of the year Award และรางวัล Best Male Group Award


  
Bruce lee

       


          บรูซ ลี (อังกฤษ: Bruce Lee) หรือ หลี่ เสี่ยวหลง (จีน: 李小龙/พินอิน : Lǐ Xiǎolóng) (27 พฤศจิกายน ค.ศ. 194020 กรกฎาคม ค.ศ. 1973) เกิดที่ซานฟรานซิสโก เป็นดาราจีนที่โด่งดังในระดับฮอลลีวูด ด้วยความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้แบบจีทคุนโด้ เขาสามารถพูดอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และยังเป็นแชมเปี้ยนเต้นชะชะช่า ในปี 1997 นิตยสารเอ็มไพร์ (อังกฤษ) จัดเขาเป็นหนึ่งใน 100 ดารานำตลอดกาล



ประวัติ " บรูซ ลี " บรูซลี ปรมาจารย์ ทางด้าน ศิลปะการต่อสู้แม้บุรุษหนุ่มผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ทางด้านศิลปะการต่อสู้ผู้นี้ จะอำลาโลกไปเป็นเวลากว่า 30 ปี แต่ชื่อ ภาพถ่าย รวมทั้งผลงานของเขายังคงความเป็นอมตะจวบจนทุกวันนี้

ไม่มีใครที่ไม่รู้จักมังกรหนุ่มผู้ผงาดอย่างเต็มภาคภูมิในวงการฮอลลีวู้ดเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา

"บรูซ ลี" เป็นหนึ่งในชาวเอเชียไม่กี่คนในยุคนั้นที่สามารถผงาดขึ้นยืนเทียบชั้นกับดาราชั้นนำของฮอลลีวู้ด ชื่อของเขารวมทั้งท่วงท่าและลีลาการต่อสู้ที่สวยงามยังคงตราตรึงอยู่ในใจผู้ชม แม้ว่าวันนี้จะมีมังกรหนุ่ม อีกหนึ่ง อย่าง เฉินหลง หรือ แจ๊กกี้ ชาง แต่เขาก็เป็นได้แค่เศษเสี้ยวหนึ่งของบรูซเท่านั้น

27 พฤศจิกายน 2483 ลี จุน ฟาน หรือที่ทุกคนรู้จักในนาม บรูซ ลี ถือกำเนิดขึ้นมาบนแผ่นดินที่ห่างไกลจากบ้านเกิดหลายหมื่นไมล์กลางเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เขาไม่เพียงเกิดในปีมะโรงซึ่งถือเป็นปีมังกรตามความเชื่อของชาวจีนเท่านั้น แต่เขายังเกิดในช่วงเวลาของมังกรระหว่าง 06.00-08.00 น. ของเช้าวันนั้นด้วย

นั่นอาจเป็นตัวแปรสำคัญของชีวิตมังกรหนุ่มผู้นี้ที่ไม่เจริญรอยตามผู้เป็นพ่อด้วยการเป็นนักร้อง โอเปร่า พ่อของบรูซเป็นชาวจีนเต็มตัว ขณะที่แม่ของเขานั้นเป็นลูกครึ่งระหว่างจีนกับเยอรมัน

เส้นทางนักต่อสู้ของบรูซเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก เขามีความสนใจใคร่รู้และหลงใหลในศิลปะป้องกันตัว และมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศในด้านการต่อสู้ให้ได้

เด็กชายบรูซมีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางบนแผ่นฟิล์มตั้งแต่เด็ก เขากลายเป็นดาราเด็กส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แห่งตะวันออก ผลงานเรื่องแรกของเขาถูกเรียกว่าต้นกำเนิดแห่งวีรบุรุษ

ปี ค.ศ. 1959 ชายหนุ่มร่างเล็กผอมเกร็งวัย 18 ปี เดินทางจากฮ่องกงหวนกลับมายังอเมริกาอีกครั้ง พร้อมประกาศตัวว่าเขาจะต้องเป็นอย่าง จอนห์น เวย์น และเจมส์ ดีน ให้ได้ เขาเข้าเรียนในสาขาวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และทำงานพิเศษด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟและเริ่มต้นสอนศิลปะการป้องกันตัวให้กับคนที่มาว่าจ้างไปพร้อม ๆ กัน

ชื่อเสียงของบรูซเริ่มโด่งดังจนถึงขนาดที่ว่าโรงเรียนสอนศิลปะการป้องกันตัวของญี่ปุ่นในซีแอตเทิล ต้องขอมาทดสอบฝีมือด้วย

บรูซพบกับลินดา ลี แคดเวลล์ ศรีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และโรงเรียนของเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ เขามีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทภาพยนตร์ของฮอลลีวู๊ดอย่าง มาร์โลวเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่นั่นกลับทำให้ดาราดังอย่างเจมส์ โคเบิร์น และสตีฟ แม็คควีน อ้อนวอนขอให้บรูซช่วยรับเป็นศิษย์

เส้นทางชีวิตของบรูซในฮอลลีวู้ดดูเหมือนกำลังจะไปได้ดี เขาได้มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดถึง 5 เรื่องนับตั้งแต่ FIST OF FURY ภาพยนตร์ที่มาถ่ายทำและมีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองไทย เรื่องนี้บรูซมีโอกาสได้โชว์ลีลาการเตะที่พลิ้วไหวเป็นครั้งแรก

ตามมาด้วยเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างบรูซกับโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นใน THE CHINESE CONNECTION

ปีต่อมาบรูซมีโอกาสได้รับบทเด่นในภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดเป็นเรื่องแรกใน ENTER THE DRA- GON แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย บรูซป่วยด้วยโรคเส้นเลือดโป่งในสมอง ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยผลจากปฏิกิริยาต่อแอสไพริน ขณะที่มีอายุได้เพียง 32 ปีเท่านั้น

แม้บรูซจะจากไปแล้วแต่ผลงานของเขาในลำดับต่อมาอย่างเรื่อง RETURN OF THE DRAGON ที่ร่วมแสดงกับชัค นอริส ก็ยังคงออกฉาย เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย GAME OF DEATH ที่บรูซได้มีโอกาสเข้าฉากไว้ไม่กี่ฉากก็ได้รับการสานต่อจนสามารถ ออกฉายได้ในที่สุด

นอกจากผลงานในด้านภาพยนตร์ที่บรูซเหลือไว้ให้ผู้ที่ชื่นชอบแล้ว เขายังได้คิดค้นรูปแบบการต่อสู้ที่เรียกว่า Jeet Kune Do (จีทคูนโด) หรือวิถีแห่งกำปั้นสกัด เขียนเป็นตำราเหลือไว้ให้นักต่อสู้รุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษาด้วย

จีทคุนโดเป็นหลักการต่อสู้มือเปล่าที่บรูซคิดค้นขึ้นเพื่อการต่อสู้อย่างแท้จริงไม่ใช่เพื่อการกีฬา เขาได้นำเอาเทคนิคและข้อดีของศิลปะการต่อสู้ถึง 26 ชนิด อาทิ กังฟู มวยปล้ำ มวยไทย มวยสากล คาราเต้ ยิวยิตสู ฯลฯ ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยมีท่วงทำนองที่ลื่นไหลและยืดหยุ่นมากขึ้น



-- ก๋วยเตี๋ยวหมูรสมะนาว หมู่บ้านปัญญา รามอินทรา --

ชื่อร้าน : ก๋วยเตี๋ยวหมูรสมะนาว ม.ปัญญารายการอาหาร : ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำเวลาเปิดบริการ : 7.30 - 14.00 หยุดวันจันทร์ 02-9192456ที่ตั้งร้าน : หมู่บ้านปัญญา รามอินทรา ไม่ไกลสนามกอล์ฟ, มีนบุรี กรุงเทพมหานคร

-- มาชวนชิมของอร่อยกันต่อจ้า 2 บล๊อกติดๆเลย อัดอั้นมานาน

ร้านนี้ก็หูแว่วเสียงสวรรค์จากบล๊อกบ้านใกล้ sushiha เช่นกัน แซลลี่ไปมารอบนึง 2-3 เดือนก่อน แต่ลืมพกกล้อง --* จี๊ดมากเลย จะกลับบ้านมาเอากล้องก็เกรงใจคนพาไปจะงับหัวเอา 

รอบนี้เวลาว่างกะทันหันแบบด่วนจี๋ ดีใจๆพอกล้องตลอดเลย แว๊บจากทำงานก็พุ่งไปกันทันใด 

ทางไปซาฟารีเวิร์ลจากหมู่บ้านปัญญานั้นเอง งงๆกันตรงเส้นวงแหวนพันๆกันตรงแฟชั่นไอร์แลนด์ทุกที กลัวจะผิดทางไปไกลถึงลำลูกกากัน ไม่มีที่กลับรถ เข้าเส้นไปหมู่บ้านปัญญาก็นับสะพานเอาได้จ้ะ สะพานข้ามคลองที่ 3 จะมีป้ายอยู่เชิงสะพานด้านขวามือแบบนี้ ต้องยูเทิร์นรถกลับมา หาจอดๆข้างถนนนั้นล่ะ 


แล้วเราต้องเดินเข้าทางเดินเล็กๆร่มรื่นริมคลองไปซัก 100-200 เมตรถึงจะเจอร้านจ้ะ

วันนี้อากาศเย็นนิด ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนคราวก่อนที่มา หิวววววว จะเที่ยงแล้วยังไม่ได้อะไรลงท้องเล๊ย ร้านดูโปร่งๆโล่ง เป็นโต๊ะม้าหินอ่อน นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้วยังมีซุ้มอาหารอิสาน ส้ำตำ ไก่ย่าง ซุ้มกาแฟ ทำแนวเหมือนรั้วไม้ๆกั้นเขต มองออกไปมีแต่สีเขียวๆ คลองเล็กๆ ธรรมชาติดูสดชื่นดีจัง

สั่งอาหารกันทันที คราวก่อน สั่งเส้นใหญ่กะเส้นบะหมี่ วันนี้หิวๆๆ นึกอะไรไม่ออก สั่งตามความเคยชิน เล้กต้มยำ เหมือนเป็นสูตรเลยเนอะ ต้มยำต้องเส้นเล็ก เย็นตาโฟวเส้นใหญ่ ส่วนเตี๋ยวแห้งแซลลี่ชอบเส้นหมี่ 

วันนี้เล็กต้มยำเหมือนกันเลยคนละชาม ไม่อิ่มนะ เลยเบิ้ลอีกชาม เหมือนเดิม อิอิ ไม่ใช้สมองเลย มีฟองน้ำเดือดๆมา ลวกหมูสับกันชามต่อชามแบบโบราณเลย หวานอร่อยน้ำซุป 

ร้านนี้จะปรุงออกหวาน ปกติแซลลี่ก็ไม่ชอบอะไรหวานเกิน แต่หวานแบบนี้เป็นรสหวานที่ชอบ อมเปรี้ยวอมหวานแบบรสมือแม่ปรุงตอนเด็กๆ หาก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสแบบนี้ยากมากเลยเดี๋ยวนี้ แต่ขอเติมพริกแดงๆเพิ่มความดุเดือดนิดนึง

พอเริ่มอิ่มๆ ก็รู้สึกว่าเส้นลวกมานิ่มไปหน่อย กะอยากให้ลูกชิ้นหมูแปลงร่างเป็นลูกชิ้นปลาจังเลย ถ้าลูกชิ้นปลาแบบที่ชอบคงจะดี ไม่ใช่ลูกชิ้นหมูเค้าไม่อร่อยนะ เห็นป้ายลูกชิ้นนายชนะมีตราเชลล์ชวนชิมด้วย ใช้ลูกชิ้นหมูอย่างดีมาทำเลย แต่รสชาติต้มยำแบบนี้ต้องยอมยกนิ้วให้เลย แล้วยังบรรยากาศบ้านสวนริมคลองอีก เข้ากั๊น เข้ากัน 

สั่งน้ำแบบบ้านๆมาซดให้ชื่นใจ ชาดำเย็น ++

พี่สปอนเซอร์เห็นซุ้มกาแฟไฮโซ มีเมนูแบบลาเต้ คาปู เลยอยากลอง รอนานนิดนึง คนชงดูไม่คล่องแต่รสชาติกาแฟใช้ได้ทีเดียว เสริฟมาในถ้วยกาแฟดูดี แต่น้ำตาลมาในชามกาไก่ใบน้อย... เอิ๊กกกก

หน้าร้านด้านนอกมีคุณป้ามาขายขนมโบราณห่อใบตองทั้งหลาย อดใจไม่ได้เอาขนมใส่ไส้ห่อมาสามอัน อื้มมม์ตรงกะทิๆเค็มๆมันๆอร่อย แต่ไส้หวานเจี๊ยบเชียว 

เดินออกถนนใหญ่ตรงสะพานมีร้านขนุกขนมของกินเยอะเชียว แซลลี่ก็คว้าข้าวเหนียวปิ้งไส้เผือก ไส้กุ้ง ไม่เคยลองเลยไส้กุ้งเนี่ย ปรากฎเป็นกุ้งแบบข้าวเหนียวหน้ากุ้งน่าจะเป็นฝอยมะพร้าวแดงๆมากกว่าผสมกุ้งแห้งหน่อย ชอบเผือกแบบเดิมๆมากกว่า

ราคาสบายๆ ก๋วยเตี่ยวชามละ 20-30 บาท 



มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา



ตรามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.gif


มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (อังกฤษ: Suan Sunandha Rajabhat University) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่วังสวนสุนันทา อันเคยเป็นเขตพระราชฐานของพระราชวังดุสิตในรัชกาลที่ 5 มาก่อน นักเรียนและนักศึกษามหาวิทยาราชภัฏสวนสุนันทาทุกคนจะใช้คำแทนตัวเอง ว่า "ลูกพระนาง" ซึ่งพระนางในที่นี้ หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีรากฐานมาจากการสถาปนา "โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย" เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 เปิดสอน ประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.) ต่อมาจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยครูสวนสุนันทา" ในปี พ.ศ. 2518 ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
ในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม "สถาบันราชภัฏ" เป็นชื่อสถาบันการศึกษาในสังกัดกรมการฝึกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งยังได้พระราชทานตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ และเมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 วิทยาลัยครูสวนสุนันทาจึงมีชื่อเป็น "สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา"
ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ยังผลให้สถาบันราชภัฏสวนสุนันทายกฐานะเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" นับแต่นั้นเป็นต้นมา



ประวัติ




             พื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาแห่งนี้ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของวังสวนสุนันทา ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานภายในบริเวณของพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนพระอิริยาบถแทนการเสด็จประพาสหัวเมือง พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สวนนี้มีลักษณะเป็นสวนป่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้หาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลที่ดีและหาได้ยากนานาชนิดมาปลูกไว้ในสวนแห่งนี้ด้วย ที่มาของชื่อสวนแห่งนี้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีชื่อว่า "สุนันทาอุทยาน" และพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระมเหสีซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ ซึ่งได้สิ้นพระชนม์จากเหตุเรือล่มระหว่างเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักขึ้นเพื่อเตรียมไว้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน แต่เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน การสร้างจึงยังไม่แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์

             เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงพระราชดำริว่าสถานที่ในพระบรมมหาราชวังชั้นในคับแคบ ไม่เหมาะสมจะเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน จึงโปรดให้สร้างพระตำหนักและตึกในบริเวณสวนสุนันทาขึ้นอีกหลายหลัง แล้วโปรดให้เป็นที่ประทับของพระมเหสี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมและพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 32 ตำหนัก รวมทั้งอาคารที่พักของบรรดาข้าราชบริพาร โดยมีสมเด็จพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ได้เสด็จมาประทับ ณ ตำหนักสายสุทธานพดล (ตึก 27) ตั้งแต่ พ.ศ. 2467 ถึง พ.ศ. 2472 (สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักที่ประทับสวนสุนันทา) เนื่องจากในสมัยนั้นบรรดาขุนนาง ข้าราชการ ผู้มีบรรดาศักดิ์นิยมนำบุตรี และหลานของตนมาถวายตัวต่อสมเด็จพระวิมาดาเธอฯ เป็นจำนวนมาก สมเด็จพระวิมาดาเธอฯ จึงทรงให้สร้าง "โรงเรียนนิภาคาร " ขึ้นภายในสวนสุนันทา สอนตามหลักสูตรการศึกษาในสมัยนั้น รวมทั้งอบรมจริยา มารยาท การฝีมือ ให้เป็นกุลสตรี

             ครั้นถึงปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ในสวนสุนันทาหวั่นเกรงภัยจากการเมือง จึงได้ทะยอยกันออกไปจากสวนสุนันทาจนหมดสิ้น บางพระองค์ได้เสด็จออกไปอยู่หัวเมืองและหลายพระองค์เสด็จลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ โรงเรียนนิภาคารจึงเลิกดำเนินการไปโดยปริยาย นับแต่นั้นมาสวนสุนันทาที่เคยงดงามก็ถูกทอดทิ้ง ขาดการดูแลเอาใจใส่ ตำหนักต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก พื้นที่ภายในรกร้างว่างเปล่า ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เห็นว่าสวนสุนันทาถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่มิได้ทำประโยชน์ จึงเห็นสมควรให้นายกรัฐมนตรีได้ใช้ประโยชน์ เป็นที่อยู่อาศัยของรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎร แต่สภาผู้แทนราษฎรขอเพียงพื้นที่ภายนอกกำแพงติดถนนสามเสนสร้างเป็นบ้านพักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น คณะรัฐมนตรีจึงลงมติเห็นสมควรว่า ควรใช้สถานที่นี้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและมอบให้กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ดำเนินการจัดตั้งให้เป็นสถานศึกษาของชาติ และสถานที่ศึกษานี้ให้ชื่อโดยคงชื่อเดิมของสถานที่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยขนานนามว่า "โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย " เริ่มเปิดการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบัน จากพระราชอุทยาน สู่ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา