ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เป็น
ภาพยนตร์อิง
ประวัติศาสตร์
กำกับการแสดงโดย
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม
ยุคล มีความยาว 5 ภาค ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างเป็น 5
ภาคด้วย
[ต้องการอ้างอิง]
ภาคแรกใช้ชื่อว่า
องค์ประกันหงสา เข้าฉายในวันที่
18
มกราคม พ.ศ.
2550 ซึ่งตรงกับวันที่
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระอุปราชาใน
ยุทธหัตถีและตรงกับ
วันกองทัพไทย
ภาคสองใช้ชื่อว่า
ประกาศอิสรภาพ เข้าฉายในวันที่
15
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ภาคสามใช้ชื่อตอนว่า
ยุทธนาวี เข้าฉายเมื่อวันที่
31
มีนาคม พ.ศ.
2554 ภาคสี่ใช้ชื่อตอนว่า
ศึกนันทบุเรง เข้าฉายเมื่อวันที่
11
สิงหาคม พ.ศ.
2554 และภาคห้าใช้ชื่อตอนว่า
ยุทธหัตถี มีกำหนดเข้าฉายวันที่
5
ธันวาคม พ.ศ.
2554 ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา
[1]
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่อง
สุริโยไท
โดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม
ได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทในทุกด้าน
โดยมีขอบเขตการทำงานใหญ่กว่า, ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า,
นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ
มากกว่า
[2]
สำหรับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1
องค์ประกันหงสา ทำรายได้ที่ 236.60 ล้านบาท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2
ประกาศอิสรภาพ ทำรายได้ที่ 234.55 ล้านบาท
[3]
องค์ประกันหงสา
-
เมื่อปี พุทธศักราช 2106
พระเจ้าบุเรงนอง
กษัตริย์แห่ง
กรุงหงสาวดีของ
พม่า ได้กรีฑาทัพมาตี
กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร
โดยเดินทัพผ่านทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก
ทัพพม่ารามัญซึ่งมีรี้พลเหลือคณานับได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือของอาณาจักรสยาม
อันได้แก่ กำแพงเพชร สุโขทัย และสวรรคโลก จนรุกมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว
อันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ ในครั้งนั้น
สมเด็จพระมหาธรรมราชา
เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก ตัดสินพระทัยอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง
ด้วยทรงน้อยพระทัยที่อโยธยาไม่ส่งทัพมาสนับสนุนและก็เพื่อยุติการสู้รบและการสูญเสีย
จึงทรงยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา
โดยต้องทรงยอมถวายพระองค์ดำหรือพระนเรศวร
พระราชโอรสองค์โตต่อพระเจ้าหงสาวดีเพื่อเป็นองค์ประกัน ในเวลานั้นพระนเรศร
มีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา
เมื่อทัพพม่ายกมาถึงกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระมหากษัตริย์
ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาก็ทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่า
เนื่องด้วยไม่อาจทนเห็นการสูญเสียของสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์
และยอมถวายช้างเผือก 4 เชือก และยังมอบสมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่
ไปเป็นองค์ประกันตามข้อเรียกร้อง และให้เดินทางไปพม่าพร้อมกับพระเจ้าบุเรงนอง
สมเด็จพระนเรศวรทรง เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ประดุจพระราชบุตรร่วมสายสันตติวงศ์
ด้วยองค์ยุพราชอยุธยาทรงมีพระปรีชาสามารถด้านพิชัยยุทธ ทั้งยังองอาจกล้าหาญ
สบพระทัยกษัตริย์พม่าซึ่งก็ทรงเป็นนักการทหาร
นิยมผู้มีคุณสมบัติเป็นนักรบเยี่ยงพระองค์ พระเจ้าบุเรงนองทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล
แลเห็นว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอุษาคเน ย์ประเทศ
จึงทรงคิดใคร่ปลูกฝังให้สมเด็จพระนเรศวรผูกพระทัยรักแผ่นดินหงสา
เพื่อจะได้อาศัยพระองค์เป็นผู้สืบอำนาจอุปถัมภ์ค้ำชูราชอาณาจักรพุกาม
ซึ่งพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยความยากลำบาก
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าบุเรงนองนั้นหาได้วางพระทัยในพระราชโอรส คือ มังเอิน (
พระเจ้านันทบุเรง)
และพระราชนัดดามังสามเกียดนัก
ถึงแม้ทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรง
ด้วยทรงเล็งเห็นว่าราชนิกุลทั้งสองพระองค์นั้นหาได้เป็นผู้ทรงคุณธรรม
อันจะน้อมนำเป็นพื้นฐานให้เติบใหญ่เป็นบูรพกษัตริย์
ปกป้องครองแผ่นดินที่พระองค์ทรงสร้าง
และทำนุบำรุงมาด้วยกำลังสติปัญญาและความรักใคร่หวงแหน
เหตุทั้งนี้เป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงและราชโอรส มังสามเกียดขัดพระทัย
ทั้งผูกจิตริษยาสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหงสาวดี
บุเรงนองกว่าราชนิกุลข้างพม่าทั้งหลายทั้งสิ้น
พระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่อง – พระรามัญผู้มากด้วยวิทยาคุณ และเจนจบ
ในตำราพิชัยสงครามเป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการแก่สมเด็จพระนเรศวร
นับแต่เริ่มเข้าประทับในหงสานคร ยังผลให้ยุพราชอยุธยาเชี่ยวชาญการยุทธ กลช้าง กลม้า
กลศึก ทั้งข้างอยุธยาและข้างพม่ารามัญหาผู้เสมอเหมือนมิได้
ข้อได้เปรียบตามกล่าวเป็นเสมือนทุนทางปัญญา
อันส่งผลให้สมเด็จพระนเรศวรสามารถกอบกู้เอกราช
แก้ทางศึกจนมีชัยเหนือพม่ารามัญในภายภาคหน้า
พุทธ ศักราช 2112 ปรากฏข่าวระบือไปถึงหงสาวดีว่า
เมืองพิษณุโลกฝ่ายเหนือแลกรุงศรีอยุธยาราชธานีฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรสยาม ครั้งนั้น
เกิดขัดแย้งปีนเกลียวกัน
เหตุเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าแผ่นดินอยุธยาเสด็จออกผนวช
แลสถาปนาสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์รองขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน
สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงคลางแคลงพระทัยในความจงรักภักดีของสมเด็จพระมหาธรรมราชา
แต่ครั้งสงครามช้างเผือกในปีพุทธศักราช 2106
ขณะที่เจ้าแผ่นดินพิษณุโลกก็หาได้ยำเกรงสมเด็จพระมหินทราธราชเฉกเช่นสมเด็จพระมหา
จักรพรรดิ ผู้เป็นพระราชบิดา
เมื่อเห็นการใดมิควรก็บังคับบัญชาให้สมเด็จพระมหินทราธิราช
ปฏิบัติตามพระประสงค์จนเป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัยกษัตริย์อยุธยาพระองค์ ใหม่
ถึงกับหันไปสมคบกับสมเด็จ
พระไชยเชษฐาธิ
ราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวร่วมกันแต่งกลเข้าตีเมืองพิษณุโลก
แต่กระทำการมิสำเร็จ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเห็น
เชิงสบโอกาสก็ยกทัพใหญ่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบ
ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรร่วมโดยเสด็จมากับทัพหงสาวดี
แต่หาได้ตามพระเจ้าบุเรงนองลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไม่
ทรงประทับอยู่เพียงเมืองพิษณุโลก
มีเพียงสมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยเสด็จกษัตริย์หงสาลงมาล้อมกรุง
ด้วยตั้งพระทัยจะเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระมหินทราธราชยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรง
นอง เพราะเล็งเห็นว่าอยุธยายากจะต่อรบเอาชัยทัพพม่ารามัญ
ซึ่งมีกำลังไพร่พลเหนือกว่าได้ หากขัดขืนต่อรบจะได้ยากแก่สมณชีพราหมณ์อาณา
ประชาราษฎร์ ศึกครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวชมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง
แต่อยู่ได้มินานก็เสด็จสวรรคตเสียระหว่างศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า
จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อ และได้ทำการยุทธรักษาพระนครจนสุดความสามารถ
จนล่วงเลยถึงปลายคิมหันตฤดูพุทธศักราช 2112
พระเจ้าบุเรงนองก็หาตีกรุงศรีอยุธยาได้ไม่ จึงได้คิดกลศึกขึ้น
โดยได้ส่งตัวพระยาจักรีข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ที่ตามเสด็จพระราเมศวรไปหงสาวดี เมื่อคราสงครามช้างเผือก เข้าไปเป็นไส้ศึกในเมือง
และได้ลอบเปิดพระตูพระนครให้ข้าศึกเข้าเมือง
จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในปีพุทธศักราช 2112 มะเส็งศก
วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ
ข้าง สมเด็จพระนเรศวรซึ่งประทับอยู่ยั้งยังนครพิษณุโลกแต่ต้นศึก
หาได้ทรงเห็นงามหรือคิด ครั่นคร้ามอ่อนน้อมต่อหงสาไม่
ถึงจะทรงรู้ซึ้งว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดามิได้คิดคดเป็นกบฏต่อแผ่น ดิน
แต่ก็หาได้เห็นด้วยกับการอ่อนข้อสวามิภักดิ์พม่ารามัญ น้ำพระทัยอันมั่นคง
เด็ดเดี่ยวนั้น ถึงแม้จะมิได้แพร่งพรายถึงพระเนตรพระกรรณพระเจ้าบุเรงนอง
แต่ก็ประจักษ์อยู่ในหมู่ ข้าราชบริพารใกล้ชิดผู้รักและหวงแหนในเอกราชของแผ่นดิน
จึงพากันนิยมในน้ำพระทัย แลพร้อมใจถวายความจงรักภักดีแต่นั้นมา
ครั้นเสร็จศึกอยุธยาพุทธศักราช 2112 สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงถวายพระสุพรรณกัลยา
พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวร แก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
แลขอแลกตัวสมเด็จพระนเรศวรมาไว้ช่วยราชการข้างอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรจึงประทับยั้งอยู่ยังเมืองพิษณุโลกสืบต่อมา
ประกาศอิสรภาพ
-
ครั้นลุปีพุทธศักราช 2114 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า
ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา
สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช
ก็โปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ครองเมืองพิษณุโลก
เป็นใหญ่เหนือหัวเมืองเหนือทั้งปวง
เหตุการณ์ข้างพม่า หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2124
พระเจ้านันทบุเรง ราชบุตรได้ขึ้นเสวยราชสืบต่อ
และได้สถาปนามังสามเกียดขึ้นเป็นรัชทายาทครองตำแหน่งมหาอุปราชาแห่งราชอาณาจักรหงสาวดี
เมื่อแผ่นดินหงสาวดี อันต้องผลัดมือมาอยู่ในปกครองของ พระเจ้านันทบุเรง
สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและหงสาวดีก็เริ่มสั่นคลอน ด้วยพระเจ้าหงสาวดี
พระองค์ใหม่มิได้วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร
และสมเด็จพระนเรศวรเองก็หาได้เคารพยำเกรงในบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพม่า
เช่นกาลก่อน มิเพียงเท่านั้น
สมเด็จพระนเรศวรยังได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้เป็นที่ปรากฏครั่นคร้าม
ดังคราวนำกำลังทำยุทธนาวีกับพระยาจีนจันตุและศึกเมืองคังเป็นอาทิ
พระเจ้านันทบุเรงทรงเกรงว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะเป็นภัยต่อพระราชวงศ์แลแผ่นดินหงสาประเทศ
จึงหาเหตุวางกลศึก หมายจะปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรเสียที่เมืองแครง
แต่พระมหาเถรคันฉ่องพระราชครูลอบนำแผนประทุษร้ายนั้นมาแจ้งให้ศิษย์รักได้รู้ความ
สมเด็จพระนเรศวรจึงถือเป็นเหตุประกาศเอกราช ตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดี
แลกวาดต้อนครัวมอญที่สวามิภักดิ์ และชาวไทยที่โดนเทครัวมาแต่ครั้งศึกเสียกรุง
ข้ามแม่น้ำสะโตงกลับคืนพระนคร
ซึ่งเป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงเปิดมหายุทธสงครามสั่งทัพเข้ารุกรานราชอาณาจักรอยุธยาสืบแต่นั้นมา
ยุทธนาวี
-
ในปีพุทธศักราช 2127 การประกาศเอกราชที่เมืองแครง ทำให้
พระเจ้านันทบุเรงแห่งพม่าเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่า
อยุธยาในฐานะประเทศราชในขณะนั้นทำการเยี่ยงนี้อาจเป็นชนวนให้ประเทศราชอื่นๆ
ตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่ด้วยติดศึกอังวะ
จึงส่งเพียงพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน
เจ้ากรุงละแวกทางตะวันออกของอยุธยา ได้ทราบกิตติศัพท์ของสมเด็จพระนเรศวร
จึงส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยทำศึกกับพม่าด้วย
พระนเรศวรและกองทัพของพระองค์ได้วางแผนในการแยกสายเข้าตีทัพของพม่านั้นโดย
แข่งกับเวลา หากช้าไปอยุธยาอาจแตกพ่ายก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังมีศึกรักระหว่างรบของคนสี่คน คือ พระราชมนู เลอขิ่น เสือหาญฟ้า
และรัตนาวดี
รวมถึงสถานะของพระสุพรรณกัลยาที่อาจต้องเป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้านันทบุเรง
ผู้ราชบุตรแห่งพระเจ้าบุเรงนองอดีตสวามีอีกด้วย
ศึกนันทบุเรง
-
พุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง หรือ นานเตี๊ยบาเยง
ได้ขึ้นเสวยราชย์เหนือแผ่นดินพุกามประเทศสืบต่อจากพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือกบุเรงนอง
นับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์
พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่ผ่านกฤดาภินิหารมิให้เป็นรองพระราชบิดา
เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช
พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภารกิจนี้นับเป็น
“การแผ่นดิน” แต่ลึกลงไปในมโนสำนึกของนันทบุเรงนั้นยังหมายพระทัยจะเอาชนะแต่เฉพาะ
พระนเรศซึ่งเป็นเสมือนคู่ปรับต่างวัย ภารกิจนี้เป็น “เรื่องส่วนตัว”
ที่พัวพันกลืนไปกับกิจของแผ่นดิน
และเหนือสิ่งอื่นใดยังตั้งพระทัยที่จะเอาชนะใจพระสุพรรณกัลยา
ผู้เป็นองค์ประกันในแผ่นดินของพระองค์เอง
โดยทางหนึ่งนั้นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต้องรบทั้ง “ศึกนอก” ในต่างแดน ขณะที่
อีกทางหนึ่งก็ต้องรับ “ศึกใน” เพื่อชนะใจพระพี่นางในพระนเรศ
มิให้น้อยหน้าหรือเป็นรอง พระราชบิดา ศึกนอกศึกใน-ศึกรบศึกรักนี้เข้มข้นยิ่งนัก